Home » ข่าว » UFABETWINS “ลูอิส แฮมิลตัน” : แชมป์โลก F1 มากสุดตลอดกาล ผู้เป็นเพื่อนซี้กับความกดดันตั้งแต่ 8 ขวบ

UFABETWINS “ลูอิส แฮมิลตัน” : แชมป์โลก F1 มากสุดตลอดกาล ผู้เป็นเพื่อนซี้กับความกดดันตั้งแต่ 8 ขวบ

UFABETWINS “วันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่เด็กๆจะได้เห็น และอย่าฟังคนที่บอกว่าคุณทำตามที่คุณฝันไม่ได้ ฝันกลายเป็นจริงได้ คุณต้องพร้อมไล่ล่ามัน และอย่ายอมแพ้”

นี่คือสิ่งที่ ลูอิส แฮมิลตัน นักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ชาวอังกฤษ กล่าวหลังจากที่เขาสามารถทำสถิติแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 7 ในการแข่งที่ประเทศตุรกี เขาพูดถึงเรื่อง “เด็กๆ” และ “โอกาส” มากกว่าเรื่องไหน เพราะมันคือสิ่งที่เขาจำฝังใจเสมอมา นี่คือเรื่องราวในวันที่เด็กหนุ่มจากครอบครัวชนชั้นแรงงานและพ่อแม่แยกทางกันกระโจนเข้าสู่กีฬาของคนรวยอย่าง F1 ก่อนที่เขาเข้าใกล้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ณ เวลานี้ เกิดอะไรขึ้นกับ ลูอิส แฮมิลตัน จากวันนั้นถึงวันนี้? ติดตามได้ที่นี่ กีฬาของคนรวย รถแข่งฟอร์มูล่าวัน

หรือ F1 นั้นถือเป็นกีฬาที่เร็วที่สุดในโลก เท่านั้นยังไม่พอ ยังถือเป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์ในการแข่งขันแพงที่สุดในโลกอีกด้วย ว่ากันว่ารถแข่ง 1 คันนั้นมีราคาถึง 7.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 220 ล้านบาท) และกว่าที่จะกลายมาเป็นรถ 1 คันได้ ต้องใช้วิศวกรฝีมือดีด้วยเงินเดือนระดับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3 ล้านบาท) ต่อปีต่อคน ทีม F1 แต่ละทีมลงทุนพัฒนารถของพวกเขาด้วยงบเป็นหมื่นล้านบาทในแต่ละปี และแน่นอนว่าหากใครสักคนจะได้ก้าวขึ้นมานั่งหลังพวงมาลัยรถแข่งเหล่านี้ได้

UFABETWINS

พวกเขาต้องเป็นคนที่มีความพร้อมถึงขีดสุด ทั้งเรื่องฝีมือและประสบการณ์ด้วย การจะไปถึงจุดที่เรียกว่านักแข่งได้ต้องอาศัยทุนทรัพย์อย่างไม่ต้องสงสัย อุปกรณ์แต่ละอย่างในการลงซ้อมและการแข่งขันแต่ละครั้งนั้นต้องใช้ของดีมีราคาทั้งสิ้น ไม่เหมือนกับฟุตบอลที่มีเพียงรองเท้าและลูกฟุตบอลก็สามารถลงซ้อมได้แล้ว ดังนั้น เราจึงสามารถระบุได้ว่า F1 ถือเป็นกีฬาของคนรวยที่คนรากหญ้าหรือชนชั้นแรงงานยากจะเข้าถึงได้ ซึ่งข้อจำกัดตรงนี้ใช้ไม่ได้กับ ลูอิส แฮมิลตัน แชมป์โลก F1 ถึง 7 สมัย ยิ่งใหญ่ที่สุดเทียบเท่าตำนานอย่าง

มิคาเอล ชูมัคเกอร์ แฮมิลตัน เข้ามาในจุดนี้ได้อย่างไร? นี่คือคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะจากประวัติแล้ว พื้นฐานครอบครัวของเขาไม่ได้ร่ำรวยอะไร พ่อของเขา แอนโธนี่ แฮมิลตัน เป็นชาวอังกฤษผิวดำ และ คาร์เมน ลาร์บาเลสเทียร์ คุณแม่บังเกิดเกล้าผิวขาว เลิกรากันไปตั้งแต่ที่ ลูอิส อายุแค่ 2 ขวบเท่านั้น ก่อนที่พ่อของเขาจะตัดสินใจทำเพื่ออนาคตของลูก ด้วยการตัดสินใจให้ ลูอิส มีแม่เป็นผู้ปกครองในช่วงวัยเยาว์ อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยหยุดแสดงความรักที่มีต่อลูกชาย แอนโธนี่ ไม่ได้หวังให้ ลูอิส กลายเป็นนักแข่งระดับโลก

อะไรนักในตอนแรก เขาแค่ตัดสินใจซื้อของขวัญเป็นรถบังคับให้ ลูอิส ในวันเกิดตามประสาของเล่นเด็กผู้ชายทั่วไปเท่านั้น ทว่านั่นคือจุดเริ่มต้นทั้งหมดของเรื่องนี้ที่ทำให้ ลูอิส แฮมิลตัน ตัดสินใจกระโจนเข้าสู่เส้นทางที่น้อยครั้งจะเปิดรับคนจน และคนผิวดำอย่างเขา เพราะ ลูอิส ในวัย 5 ขวบพบว่าตัวเองนั้นหลงใหลในความเร็วของรถแข่งเข้าอย่างจัง และการอยากจะเป็นนักแข่งก็ถูกจุดประกายตั้งแต่นั้นมา แอนโธนี่ เริ่มขยับของขวัญให้ชิ้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากรถบังคับวิทยุ เปลี่ยนเป็นรถโกคาร์ทที่ขับขี่ได้จริง

และเขาใช้เวลาพาลูกไปที่สนามโกคาร์ททุกวันหยุดสุดสัปดาห์ หลังจากนั้น ลูอิส ก็รักมันชนิดที่ไม่คิดจะฝันถึงอย่างอื่น อาจจะเป็นเพราะการได้ขับรถโกคาร์ททำให้เขาได้มีเวลากับพ่อด้วย และช่วงเวลาดีๆเหล่านั้นกลั่นออกมาให้ 2 พ่อลูกเริ่มพูดถึงการเป็นนักแข่ง F1 อย่างจริงจัง การมีความฝันและไม่ลงมือทำนั้นไม่เคยมีในพจนานุกรมของคนที่ประสบความสำเร็จ และในขณะเดียวกัน การเที่ยวหาข้ออ้างที่จะไม่ลงมือทำมันง่ายกว่าเยอะ นั่นจึงทำให้โลกใบนี้มีคนล้มเหลวมากกว่าคนที่เป็นผู้ชนะ ลูอิส แฮมิลตัน คว้าแชมป์ระดับประเทศ

ในรุ่น Formula Cadet ของอังกฤษตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ซึ่งการจะก้าวข้ามไปยัง F1 ในตอนนั้นถือว่ายังห่างไกลคนละโลก เขาจำเป็นจะต้องแสดงออกให้ใครสักคนเห็นว่าเขาเอาจริง และสร้างความแตกต่างจากนักแข่งคนอื่นๆได้ ที่สุดแล้วโอกาสจะมาถึงเขาเอง “สวัสดีครับ ผมชื่อ ลูอิส แฮมิลตัน ผมเป็นแชมป์ประเทศอังกฤษ และผมอยากบอกคุณเอาไว้ว่าวันหนึ่งผมจะเป็นนักแข่ง F1 ของทีมคุณให้ดู” นี่คือสิ่งที่ ลูอิส พูดกับ รอน เดนนิส บิ๊กบอสของทีมรถแข่ง F1 นาม “แม็คลาเรน” ขณะที่ไปขอลายเซ็น จะด้วยความห้าวหรืออะไรก็แล้ว

แต่ แต่นั่นคือการประกาศตัวตนที่เข้าเป้าและเห็นผล รอน เดนนิส สนใจเด็กผิวดำคนนี้ขึ้นมาจนถึงขั้นมอบเบอร์โทรศัพท์ให้และทิ้งท้ายว่า “อีก 9 ปีจากนี้เธอโทรมาหาฉันได้เลย แล้วฉันจะจัดการเรื่องยุ่งยากทั้งหมดให้” ประตูสู่กีฬาคนรวยของ ลูอิส แฮมิลตัน ได้เปิดกว้างขึ้นมาอีกหน่อยแล้ว ตอบแทนความตั้งใจ ไม่ว่าจะเกิดมาร่ำรวย ปานกลาง หรือยากจนนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เราสามารถกำหนดได้เองโดยไม่เกี่ยวกับฐานะ เพราะมันอยู่ในตัวของเราทุกคน สิ่งนั้นคือความมุ่งมั่น ถ้ารักในอะไรสักอย่าง ก็จงทุ่มเททุกสิ่งที่มีเพื่อมัน

และมันมีวลีที่ว่า “Do It Or Die” ที่หมายความว่า “ลงมือทำหรือไม่ก็ไปตายซะ” อาจดูเป็นถ้อยคำที่ออกจะโลกสวยไปสักหน่อย เพราะชีวิตคนเรานั้นมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม คำถามอยู่ที่ว่า “คุณได้ลองพยายามแล้วหรือยัง?” นี่คือประโยคที่ดูจะเหมาะสมและเข้ากับสิ่งที่ แฮมิลตัน เจอจากนี้ “ลองมองไปดูคนที่ประสบความสำเร็จบนโลกนี้สิ พวกเขาทั้งกดดันและผลักดันตัวเองทั้งนั้น ผมจะเปรียบเทียบกับเพชรก็แล้วกัน กว่าจะมาเป็นเพชรที่มีค่านั้นมันต้องผ่านอะไรเยอะ ทั้งการโดนทุบตีและรมด้วยความร้อนจากไฟ

ใช่มั้ย?” นี่คือสิ่งที่เขาว่าไว้ในภายหลัง และมันบอกเล่าสิ่งต่างๆที่เขาผ่านมาได้ดีเลยทีเดียว หลังตั้งธงแน่วแน่ แฮมิลตัน ก็ขอย้ายจากการอยู่กับแม่เพื่อมาอยู่กับพ่อที่พร้อมสนับสนุนและให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะความฝันการเป็นนักแข่ง F1 ของเขา ตอนอายุ 12 ปี และคุณแม่ของเขาก็เต็มใจมากกับก้าวสำคัญครั้งนี้ “โทนี่ อยากเป็นใครสักคน และเขาก็ทำได้สำเร็จ ฉันมองไม่เห็นตัวเองในโลกแห่งการแข่งขันที่เร่งรีบและเข้มข้นเลย อย่างไรก็ตาม ฉันไม่ได้คิดจะหยุดเขา และเพื่อให้แน่ใจว่า ลูอิส จะเป็นในสิ่งที่เขาต้องการได้

เขาต้องไปอยู่กับพ่อ.. ถ้าไม่มีพ่อของเขา สิ่งต่างๆที่ ลูอิส ทำจะไม่มีทางออกมาเป็นแบบนี้แน่ๆ” แม่ของ ลูอิส แฮมิลตัน ว่าไว้ในวันที่ลูกชายพร้อมเข้าโหมดฝึกโหดเพื่อเป็นมืออาชีพเต็มตัว แอนโธนี่ พาลูกชายไปแข่งทุกสนามด้วยเงินทั้งหมดที่มีอยู่ เขาพร้อมเดิมพันกับ ลูอิส เพราะได้เห็นความตั้งใจทั้งหมดที่มี หลังจากพยายามทำแบบเดิมซ้ำๆในปี 1998 หรือ 2 ปีนับตั้งแต่ที่ ลูอิส ลั่นวาจาไว้กับ รอน เดนนิส ทีมแม็คลาเรนตัดสินใจเซ็นสัญญากับ ลูอิส แฮมิลตัน เข้ามาเพื่อเป็นนักแข่งในโปรแกรมพัฒนาของสังกัด

นี่คือก้าวแรกของการเป็นมืออาชีพโดยแท้จริง เพราะการเซ็นสัญญาไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้กลายเป็นนักแข่งรถ F1 ในทันที คุณจะต้องฝึกซ้อมตามโปรแกรมของทีม ค่อยๆขับรถที่ขยับความแรงขึ้นเรื่อยๆ และเหนือสิ่งอื่นใดคือมีเด็กอีกหลายคนซึ่งได้สัญญาแบบเดียวกับที่เขาได้ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นทีมเดียวกัน ทว่าความหมายอีกอย่างคือการ “แพ้คัดออก” ก็คงไม่ผิดนัก 1 ในนักแข่งตัวน้อยหลายคนจะสมหวัง และที่เหลือจะต้องออกจากทีมไปในอีกไม่กี่ปีหากพวกเขาไม่มีมาตรฐานที่ดีพอ แม้จะดูโหดร้ายแต่ทีม F1

UFABETWINS

ก็เหมือนบริษัทระดับโลกหรือทีมอะคาเดมีกีฬาทั่วไป เพราะเมื่อพวกเขาลงทุนแล้ว พวกเขาก็ต้องการผลตอบแทน อะไรที่ไม่ทำเงินก็ต้องโดนตัดทิ้งไป และการวัดว่าดีไม่ดีที่ง่ายที่สุดคือ “ผลการแข่งขัน” เท่านั้น อย่างไรก็ตาม สำหรับ ลูอิส แฮมิลตัน นี่คือการต่อลมหายใจสำหรับความฝันของเขาอย่างแท้จริง เพราะถ้าหากเขายังไม่ได้รับการสนับสนุนจากทีมใดๆ เงินที่พ่อของเขาหามาได้จะต้องค่อยๆหมดลงภายในเร็ววันแน่นอนหากเวลายังล่วงผ่านไป แม้สัญญาฉบับนี้จะไม่ได้การันตีอะไร แต่นี่คือความสำเร็จของความพยายายาม

ของสองพ่อลูกโดยแท้จริง “ทุกอย่างยังชัดเจนในใจเสมอเวลาที่ผมนั่งอยู่ในรถ ผมไม่เคยลืมเลยว่าครอบครัวของผมต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง และพยายามมากแค่ไหนในการที่จะทำให้ผมได้รับโอกาสแบบที่ผมได้รับในทุกวันนี้” แฮมิลตัน ว่าไว้เช่นนั้น พรสวรรค์ ความกล้า และการปรับตัว หลังจากเข้าทีมแม็คลาเรนได้แล้ว ลูอิส ก็ไต่ระดับเรื่อยๆจาก Formula Renault สู่ Formula 3 และ GP2 ตามลำดับ จนกระทั่งในปี 2007 เขาก็ได้เดบิวต์ในฐานะนักขับ F1 กับทีมแม็คลาเรนอย่างที่ฝัน ปีแรกเขาเปิดตัวในฐานะพาร์ทเนอร์

ของ เฟร์นานโด อลอนโซ่ แชมป์โลก 2 สมัย ทว่า แฮมิลตัน ก็ทำผลงานได้สุดยอดจนเป็นที่จับตามองว่าจะเป็นนักแข่งอนาคตไกล เท่านั้นยังไม่พอ สถานการณ์ยังคงผลักดันเขาให้เดินหน้า เพราะปี 2008 อลอนโซ่ โดน แม็คลาเรน ยกเลิกสัญญา.. หลายคนกล่าวว่า แฮมิลตัน คือตัวการสำคัญในการเลื่อยขาเก้าอี้คู่หูนักขับ จากดราม่าระหว่างกันที่ปะทุอย่างต่อเนื่องในฤดูกาล 2007 แต่ช่างปะไร เพราะนั่นทำให้ แฮมิลตัน ขึ้นมาเป็นนักขับเบอร์ 1 มีสัญญามูลค่าหลายล้านดอลลาร์ และเขาไม่เคยทำให้ใครผิดหวังอีกครั้ง รอน เดนนิส

ต้องขอบคุณตัวเองที่เลือกคนไม่ผิด เพราะ แฮมิลตัน สามารถคว้าแชมป์โลก F1 ครั้งแรกได้สำเร็จในปี 2008 และถือว่าเป็นแชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ (ณ เวลานั้น) อีกด้วย หลังจากที่เป็นแชมป์แล้วมันก็พิสูจน์ถึงเรื่องความสามารถและพรสวรรค์ของเขาได้ดี แต่ความแตกต่างที่ แฮมิลตัน สร้างขึ้นนั้นคือการทำลายความเชื่อที่ว่า “รถแข่ง” เป็นกีฬาของคนผิวขาวเท่านั้น ซึ่ง แฮมิลตัน เองที่กล้าจะออกมาพูดและแสดงออกถึงเรื่องนี้ในทุกแง่มุม และแสดงออกถึงความแตกต่างนั้นเสมอมา

“ตอนที่เข้ามาสู่ในระดับ F1 มีคนวางแผนให้ผมมากมาย พวกเขาบอก ‘เอาล่ะ คุณต้องทำท่าทางแบบนี้ พูดแบบนี้นะ’ ในการแนะนำตัวและเปิดตัวแต่ละครั้ง พวกเขามีแพตเทิร์นแบบเดิมที่ทำกันมานาน ซึ่งผมทำไม่ได้” เขาพูดและยักไหล่ “ผมจะเป็นตัวเอง ผมมีทรงผมที่ผมชอบ ผมมีเครื่องประดับที่อยากจะใส่ ผมรู้ว่าทั้งหมดจะย้อนกลับมาเป็นความกดดันของผม แต่ผมย่อมมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ตัวเองชอบ และการมาของผมอาจจะทำให้ใครบางคนไม่พอใจไปบ้าง แต่ผมบอกได้คำเดียวเลยว่า แล้วมันใช่ปัญหาของผมเหรอ?”

แฮมิลตัน ยืนยันตัวตนแบบสุดจี๊ด ไม่ใช่แค่การแข่งขันและตำแหน่งแชมป์ แต่มันคือคาแร็คเตอร์ที่แตกต่างออกไปแบบสุดขั้วจากแชมป์โลกคนอื่นๆที่เคยมี แฮมิลตัน นั้นออกแนวเป็นกึ่งนักกีฬากึ่งเซเลบฯด้วยซ้ำ เขามักปรากฎตัวด้วยในงานปาร์ตี้ และงานสังคมเป็นประจำ หนำซ้ำเขายังถือเป็นแฟชั่นนิสต้าตัวพ่อ การแต่งกายที่ฉูดฉาดและวางตัวเหมือนกับดารา แทบไม่เคยปรากฎในวงการแชมป์ F1 มาก่อน หากนึกถึงตัวอย่างในอดีตของวงการนี้ ก็คงมีแค่คนเดียว คือ เจมส์ ฮันต์ แชมป์โลก F1 ปี 1976 ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขามองว่า

ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ตราบใดที่เขายังคงเป็นผู้ชนะในการแข่งขันเหมือนที่เคยทำได้ หลังจากคว้าแชมป์ครั้งแรก เส้นทางของ แฮมิลตัน ก็เปลี่ยนไป เขาย้ายจากทีมแม็คลาเรนไปสู่ทีม “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” โดยมี นิกิ เลาด้า ตำนาน F1 ชักชวนและให้ความเชื่อมั่นว่า ความระห่ำทั้งในและนอกสนามของ แฮมิลตัน จะมาเปลี่ยนให้สายลมของทีมเมอร์เซเดสกลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งหลังซบเซามานาน และการมาของ แฮมิลตัน เป็นดังเช่นที่ นิกิ เลาด้า ทำนายทายทัก เขาก้าวหน้าขึ้นมาในแง่ของคุณภาพโดยบุคคล

เพราะนอกจากจะมีความเดือดและบ้าบิ่นเรื่องความเร็วแล้ว เขายังถูกยกย่องให้เป็นนักแข่งที่สามารถปรับตัวเข้ากับการขับขี่แต่ละสนามได้ดีมาก ตลอดอาชีพของ แฮมิลตัน นั้นเขามักจะแข่งจบด้วยการใช้น้ำมันน้อยกว่าเพื่อนร่วมทีมเสมอ ซึ่งเป็นผลมาจากความสามารถในการบังคับควบคุมและตัดสินใจในแต่ละจังหวะได้ดีที่สุดเท่าที่วงการเคยมี “เขาไม่เคยพอใจอะไรง่ายๆเลย เขาไม่เคยมีความสุขกับการเป็นนักแข่งรถและมนุษย์ เขาต้องการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

เขาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นผู้นำซึ่งส่งมาถึงทุกคนในทีมจริงๆ” โตโต้ โวล์ฟฟ์ หัวหน้าทีมเมอร์เซเดส พูดถึงลักษณะนิสัยของ แฮมิลตัน ซึ่งทำให้เขาสร้างความอัศจรรย์ต่างๆได้มากมายในสนามแข่ง เมื่อเป็นสมาชิกของเมอร์เซเดสในปี 2013 แฮมิลตัน คว้าแชมป์โลกได้ 6 ครั้ง ในปี 2014, 2015, 2017, 2018, 2019

ทำให้เขาแซงหน้าตำนานอย่าง เลาด้า หรือแม้แต่ ไอร์ตัน เซนน่า ไอดอลของเขาไปแล้วด้วยซ้ำ ทว่าประวัติศาสตร์ยังคงต้องเดินหน้าทุบต่อไป เพราะผู้ขวางหน้าในด่านสุดท้ายคือสถิติแชมป์โลก 7 สมัยของ มิคาเอล ชูมัคเกอร์ ที่เคยทำไว้เมื่อครั้งอดีตนั่นเอง

 

คลิ๊กเลย >>>  https://www.ufabetwins.com/

อ่านข่าวเพิ่ม >>>  บ้านผลบอล

สนับสนันโดย ufabet